เอนทรี่นี่โหลดโหดหน่อยนะจ้ะ

วันนี้สถานที่ที่ เราจะพาไปทัวร์ก็คือ

จ. ร้อยเอ็ด ที่หมายของเราอยู่ที่ อ.พนมไพร (บินขึ้นฟ้าไป) กิ่ง อ. หนองฮี (ลงหนองน้ำไปซะ กร๊ากๆๆ)

 เป้าหมายของเราเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อันมีชื่อน่ารักๆ ว่า บ้านดอนกลอย ตั้งอยู่ในกิ่ง อ.หนองฮี

เมื่อวีนที่ 25-26 ที่ผ่านมาทาหมู่บ้านของข้าพเจ้าได้มีการจัดงานพระเพณีบุญบั้งไฟขึ้น อย่างยิ่งใหญ่ (จริงๆ นะ) บางคนอาจแปลกใจว่างานพระเพณีของชาวจังหวัดร้อยเอ็ดมันน่าจะเป็นงานบุญผะเหวตมิใช่หรือ? จริงๆ แล้วงานบุญบั้งไฟก็ถือเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของชาวอีสานมากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยทั่วไปแล้ว เราก็จะรู้กันว่างานบุญบั้งไปที่ชาวอีสานจัดขึ้น ก็เพื่อขอฝน

แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว พอจะมีใครรู้จัก นิทานพื้นบ้านอันเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีบุญบั้งไฟ (จริงๆ) อย่างเรื่องผาแดง และนางไอ่ เรื่องพระยาคันคาก (เอ่อ... ถ้าแปลไม่ผิดตันคากแปลว่าคางคก ในทีนี้คงหมายถึงพระยาคางคกนะแหละ) 

การจุดบั้งไฟก็เพื่อให้พระยาแถน (เทวดา) บันดาลให้ฝนตกตามฤดูกาล ถือเป็นประเพณีอันสำคัญที่จะละเลยมิได้ เพราะมีความเชื่อว่า หากหมู่บ้านใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟก็อาจจะก่อให้เกิดภัยภิบัติแก่ผู้คนในชุมชน งานบุญบั้งไฟเป็นงานใหญ่ ลงทุนสูง การจัดงานจะต้องเป็นไปตามการตัดสินใจของชุมชน หากปีใดเศรษฐกิจในชุมชนฝืดเคืองอาจจะต้องงดจัดงาน ซึ่งต้องไปทำพิธีขอเลื่อนการจัดที่ศาลปู่ตา ศาลผีบรรพบุรุษหรือเทพารักษ์ 

เกี่ยวกับศาลเจ้าปู่เจ้าตา คริสอาจจะเชื่อว่าพระเจ้าเป็นคนสร้างโลก สร้างมนุษย์คู่แรกของโลกคืออดัม กับอีฟ คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านของข้าพเจ้าก็มีความเชื่อว่า พ่อปู่แม่ย่า (จำชื่อไม่ไม่ได้... = =" นี่เราเป็นคนอีสานแน่หรือนี่) เป็นคนให้กำเนินชาวอีสานเหมือนกัน ดังนั้นเวลาที่เราประสบเคาะห์ หรือมีภัย หมู่บ้านพบภัยภิบัติเราก็จะบูชาท่าน เพื่อให้ท่านคลุ้มครองให้พ้นภัย นั้นหมายความว่าต่อให้ไม่มีประเพณีบุญบั้งไฟเราก็ยังจัดพิธีบูชาพ่อปู่แม่ย่าอยู่ดี

 บทความด้านล่างนี้ทำการลอกคัดลอกมาเพื่อเพิ่มเติมรายละเอียดงานบุญบั่งไฟยิ่งขึ้น

ในสองพิธีกรรมที่อยู่คนละภาคนี้มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของสัญลักษณ์ที่ใช้อันส่อไปทางเพศสัมพันธ์ เช่น การใช้ไม้มาแกะสลักเป็นอวัยวะเพศชายเรียกว่า "บักแบ้น" หรือ "ปลัดขิก" ในอีสานหรือ "ขุนเพ็ด" ในภาคกลางเข้าร่วมขบวนแห่ ทั้งยังมีการร้องเซิ้งด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศและเพศสัมพันธ์

(เพิ่งรู้ว่าบักแบ้นแปลว่าปลัดขิก ถึงว่าชื่อเพื่อนผู้ชายชื่อนี้กันแยะ =[]=!!!)
           

สัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายของความสัมพันธ์ระหว่างฟ้ากับดิน หญิงกับชาย ที่เป็นพลังก่อกำเนิดชีวิตและเป็นพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงมีความสัมพันธ์กับการขอฝนซึ่งเป็นที่มาของพลังแห่งการเติบโตของพืช และด้วยเหตุที่อวัยวะเพศและเพศสัมพันธ์เป็นสัญลักษณ์สำคัญของงานบุญ จึงถือว่างานบุญบั้งไฟเป็นงานบุญของพระยามาร ซึ่งจัดแข่งกับงานบุญของพระพุทธเจ้า

  • ประชุมชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ พระสงฆ์ในหมู่บ้านเพื่อขอความเห็นว่าจะจัดงานบุญบั้งไฟหรือไม่ ถ้าตกลงจัดก็จะทำในข้อถัดไป แต่ถ้าไม่จัดจะต้องส่งตัวแทน (ผู้มีอายุชายในหมู่บ้าน) และพ่อเฒ่าจ้ำ (หมอผีประจำหมู่บ้าน) ไปขอขมาต่อเจ้าปู่เพื่อขอเลื่อนไปจัดในปีถัดไป (พิธีกรรมนี้ไม่มีผู้หญิงเกี่ยวข้อง)
  • เมื่อตกลงจัดผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านจะส่งข่าวบอกกล่าวเชื้อเชิญไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาร่วมงานบุญ เรียกว่า "เตินป่าว" ในสมัยถัดมาบ้านเมืองเจริญขึ้นก็พัฒนามาเป็นการแจกหนังสือเชิญชวนเรียกว่า "สลากใส่บุญ" เหตุที่ถือว่างานนี้เป็นงานบุญก็เพราะว่า วัดเป็นที่รวมของการจัดกิจกรรมของชุมชน การเตรียมการต่างๆ ตั้งแต่การทำบั้งไฟก็มักจะเริ่มจากพระ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นฉบับ (ต้นฉบับ) ในวาระโอกาสนี้ยังมีการแทรกประเพณีทางพุทธศานาเข้าไปด้วย เช่น การบวชและการฮดสงฆ์   
  • ชาวบ้านจะเรี่ยไรเงินและสิ่งของตามศรัทธาเพื่อร่วมสมทบกันสร้างบั้งไฟ (ในสมัยโบราณจะทำเพียงบั้งเดียว) บอกบุญให้บ้านเรือน 3-4 หลังคารวมกันต้อนรับแขกจากต่างบ้านที่มาร่วมบ้านหนึ่ง (ซึ่งจำนวนไม่มากนักจะมาพร้อมบั้งไฟของหมู่บ้าน เช่น พระภิกษุ สามเณร หญิงชายที่มาร่วมขบวนแห่) ส่วนใหญ่ก็มักจะกำหนดให้ครอบครัวที่บวชลูกหลานเป็นเจ้าภาพ (เพราะต้องจัดงานเลี้ยงญาติพี่น้องอยู่แล้ว)
  • ชาวบ้านที่ได้รับมอบหมายจะสร้างปะรำ หรือ "ผาม" หรือ "ตูบบุญ ซึ่งทำด้วยโครงไม้จริง ยกพื้นข้างบนให้พระสงฆ์นั่งฉันภัตาหาร ส่วนข้างล่างปูด้วยใบไม้หรือฟางข้าวให้หญิงสาวนั่ง โดยมีหญิงสูงอายุควบคุมดูแลหญิงสาวเหล่านี้ เพื่อป้องกันมิให้ถูกชายในขบวนเซิ้งลวนลามจนเกินเหตุ
  • ในวัดจะมีการทำบั้งไฟโดย "ฉบับ" ซึ่งมักจะเป็นพระ โดยมีลูกมือคือชาวบ้านผู้ชาย ในสมัยผมยังเป็นเด็ก 20 กว่าปีผ่านมาแล้ว ผมก็เป็นลูกมือพระด้วยการไปหาไม้สำหรับมาเผาเป็นถ่านสำหรับคั่วผสมกับดินประสิวเรียกว่า การทำหมื่อ ซึ่งมีสูตรจำเพาะของช่างแต่ละคน ตำด้วยครกมองให้ละเอียดร่วน ทดสอบด้วยการนำมาโรยเป็นทางยาวแล้วจุดไฟดูความเร็วของการปะทุ หากปะทุช้าก็จะต้องใช้สูตรผสมใหม่ตามแต่ต้นฉบับจะกำหนดบอกมา
  • การทำบั้งไฟในสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่ลำขนาดใหญ่ที่สุด ทะลวงปล้องให้ถึงกัน ภายนอกจะใช้ตอกไม้ไผ่ถักเป็นเชือกมัดรอบลำไผ่ให้แน่นเพื่อไม่ให้ลำไผ่แตก ส่วนหัวปล้องสุดท้ายจะถูกอุดด้วยแผ่นไม้หนาพอควร แล้วทำการอัดบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ให้แน่นด้วยการตำ หรือใช้คานดีดคานงัด (สมัยใหม่ใช้แม่แรงยกล้อรถบรรทุกแทนสะดวกกว่ากันดังภาพซ้ายมือ) 
  • ยุคสมัยเปลี่ยนไปจากลำไผ่กลายมาเป็นท่อเหล็กหรือท่อประปา (ซึ่งอันตรายมากเมื่อมีการระเบิดใส่ผู้คนอย่างที่เป็นข่าว) ตอนหลังหันมาใช้ท่อพีวีซีแทนซึ่งก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดี จากการบูชาแถนมาเป็นการพนันขันต่อเพื่อการเดิมพัน จำนวนบั้งไฟที่จุดในแต่ละที่จึงมีจำนวนมาก และสร้างความเสียหายต่อชุมชนในทิศที่บั้งไฟถูกจุดออกไป (เพราะสามารถไปไกลได้หลายสิบกิโลเมตร)
  • นอกจากบั้งไฟแล้ว ยังมีการทำพลุ พะเนียง ดอกไม้ไฟ ตะไล (เพื่อจุดในการแห่ร่วมด้วย) นอกจากนั้นตัวบั้งไฟยังต้องมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงามเรียกว่า การเอ้ ซึ่งก็เป็นฝีมือของพระอีกเช่นกัน

กลับมาที่บ้านดอนกลอยอีกครั้ง - -+ 

ขบวนเอ้บั้งไฟ เมื่อวันที่ 25 วันนั้นแดดร้อนมากกกก =[]= (ย้ำว่ามาก) แต่พอตกเย็นมาฝนตกลงมาห่าใหญ่ (ฮา)

อันนี้เป็นภาพเอ้บั้งไฟล้วนๆ งามแต๊ๆ

คันนี้หมู่ไหนไม่รู้แต่ชอบเทวดาที่นั่งอยู่รอบๆ

ไม่รู้ว่าขบวนไหนได้ที่ 1 แต่ตอนที่ไปดูชอบขบวนของหมู่ 14 มากเลย (ข้าพเจ้าอยู่หมู่ 9 แต่คันเล็กที่สุดเลยไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้)

ใครว่าบ้านเราไม่มีมังกร(พญานาครไม่ใช่หรือ??... สายพันธุ์ใกล้ๆ กันแหละน่า)

ข้างบนนั้นเวลาเคลื่อนขบวนก็จะมีเด็กหนุ่มๆ สาวๆ หน้าตาดีๆ แต่งตัวเป็นผาแดงกับนางไอ่ ขึ้นไปนั่ง บางขบวนก็จะมีคนแต่งตัวเป็นเทวดาค่อยคุมกัน สวยมากๆ แต่เดี๋ยวนี้หาผาแดงชายแท้ไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่เป็นผาแดงนะฮ้า นางไอ่ จริงๆ ฮ่า~ ไปแล้ว แต่พูดก็พูดนะ หล่อ สวยกว่าผู้ชายผู้หญิงแท้ๆ อีก (ตบมือ แปะๆๆๆ)

มีนางคว้าด้วยยยย~

ประทับใจเทวดาเป่าแคนมากเลยTT^TTd เพื่งจะรู้ว่าหมู่บ้านข้าพเจ้ามีฝรั่งอยู่แยะก็วันนี้แหละ เอ่อ จริงสิ ในงานบุญบั้งไฟจะมีคนมาเซิ้งตามบ้านด้วยนะ ประมาณว่าร้องรำทำเพลงให้ดู แล้วเราก็ต้องให้เงินเขาเป็นการตอบแทน เขาก็จะให้พรเรา ส่วนเงินนี่ไม่ให้ได้ไหม จริงๆ แล้วไม่ให้ก็ได้นะ แต่มันจะเป็นการเสียมารยาทมากๆ ซึ่งบ้านไหนไม่ให้นี่ แสดงว่า 'แย่มากๆ'

การให้เงินตอบแทนไม่จำเป็นต้องแยะก็ได้ 5 บาท 10 บาท หรือ 3-4 บาทก็ได้ (แต่ก็อย่าให้น้อยมากจนน่าเกลียด) ถ้าเป็นสัก 5-6 ปีก่อน ถ้าบ้านไหนไม่ให้เงิน คนที่มาเซิ้งเขาก็จะประมาณว่า เหน็บแนมต่อว่าเป็นกลอนด้วยนะ ข้าพเจ้าเองก็จำไม่ค่อยได้ แต่พูดประมาณว่า บ้านนี้ขี้เหนียว อะไรเทือกๆ นี้แหละ แต่เดี๋ยวนี้ให้เขาก็เอาไม่ให้เขาก็ไปบ้านอื่นต่อ คนที่มาเซิ้งเขามักจะมากันเป็นกลุ่ม 3 -5 คน บางกลุ่มถ้าเขาเซิ้งไม่เป็น (เซิ้ง เป็นการร้องรำทำเพลงเป็นกลอนอย่างหนึ่ง)  ตัวอย่างเช่นพวกเด็กๆ หรือวัยรุ่น เขาก็จะมาทำความสะอาดบ้านให้ กวาดหน้าบ้าน เก็บขยะ อะไรพวกนี้ เราก็ให้เงินเขาตอบแทนเป็นน้ำใจ บางทีก็ให้เหล้า เบียร์ หรือสาโท ตอบแทนก็ได้ (แต่เดี๋ยวนี้สาโททำยาก บางทีต้องแอบทำ เพราะตำรวจคอยตามจับ... ยกเว้นว่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกัน - -")

บั้งไฟขนาดเล็กสินค้าOTOPในช่วงงานบุญบั่งไฟ ใครไม่ได้เล่นช่วงนี้แสดงว่ามาไม่ถึงงาน

งานบั้งไฟขาดขบวนฟ้อนได้อย่างไร เมื่อหลายปีก่อน ขบวนฟ้อนจะคัดนักเรียนมัทธยมต้นของหมู่บ้านมาฟ้อน กัน หรือไม่ก็จะคัดสาวๆ ในหมู่บ้านมาเป็นนางรำ แต่เดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่นิยมจ้างขบวนฟ้อนมากจากหมู่บ้านอื่นแทน (ไม่อยากเสดว่าเมื่อก่อนข้าพเจ้าก็เคยเป็นนางรำเหมียนกัน โฮ่ะๆ)

ขบวนฟ้อนบางที่ (ก็ส่วนใหญ่นั่นแหละ) จะแบ่งขบวนฟ้อนเป็นสองตอน ตอนแรก (นำขบวน)จะมีการแสดงการฟ้อนรำเป็นเรื่องราวด้วย ในรูปนี้น่าจะเป็นฟ้อนแหย่ไข่มดแดง (เห็นมีอุปกรณ์ไม้ยาว กับถังใบเล็กๆ ด้วย) แหมตอนแหย่แล้วทำท่าโดนมดกัดนี้เหมื๊อนเหมือนนะ ดูแล้วน่ารักดี

ขบวนฟ้อนและบั้งไฟทั้งหมดจะเคลื่อนไปที่วัดของหมู่บ้าน และทำการแข่งขันการฟ้อนรำที่นั่นอีกครั้ง ถ้าเป็นหมู่บ้านใหญ่ๆ หรือในตัวเมืองคนจะแยะมาก เบียดเข้าไปดูได้ก็ถือว่ากลั้นใจเก่งมากแล้ว เพราะมันสารพัดกลิ่นจริงๆ  = =

แต่ไฮไลน์อีกอย่างหนึ่งของงานนี้ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือกลองยาวจ้า ข้าพเจ้าชอบดูกลองยาวมากกว่านางรำอีก กลองยาวส่วนใหญ่ก็จะเป็นคณะกลองยาวจากหมู่บ้านอื่นๆ เป็นคนเฒ่าคนแก่ทั้งนั้น การตีกลองไม่ใช่สักแต่ตีอย่างเดียวแต่ละมีการฟ้อนรำของมือกลองไปด้วย (กล้องข้าพเจ้ามันไม่รักดีต้องกดค้างไว้ครู่หนึ่งถึงจะถ่ายได้ เลยถ่ายไม่ทันท่าฟ้อนสวยๆ ของมือกลองเลย

แถมมุมไม่สวยอีกต่างหาก แง่งๆ

งานนี้จัดสองวันคือวันที่ 25 อันเป็นวันแห่ และวันที่ 26 วัดจุดบั้งไฟ แต่วันนั้นข้าพเจ้าไม่ได้ออกไปดูเลยไม่มีภาพมา ความสนุกสนานก็จบลงไปอย่างประทับใจ อีกทั้งงานนี้เป็นงานที่พี่ๆ น้องๆ ญาติๆ ได้กลับมารวมกันอีกครั้ง แต่ว่าการกลับมาพบกันในแต่ละปีจำนวนคนในครอบครับของข้าพเจ้าจะลดน้อยลงไปทุกครั้ง แต่อย่างไรก็เป็นงานที่ทุกคนรอคอย

แต่ว่า...

ในวันที่ 27 เมษายน 2552 หรือวันที่ข้าพเจ้าลงบล็อคนี้ เป็นวันที่พวกเราชาวบ้านดอนกลอยอดที่จะสะท้านใจไม่ได้ เมื่อเช้าของวันนี้เราได้รับแจ้งจากทางวัดว่ามีมารศาสนากลุ่มหนึ่งเจ้าไปขโมยเงินที่ชาวบ้านรวมกันเป็นต้นกระถินมาทอดให้ทางวัดถูกขโมยไปจนหมดรวมหลายแสนบาท ตอนนี้ทางตำรวจก็กำลังพยายามติดตามคนร้ายกันอยู่ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววอันใด นับเป็นเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจชาวบ้านจริงๆ ข้าพเจ้าเองก็ได้แต่หวังว่าให้ทางตำรวจจับคนร้ายได้เร็วๆ

ขอให้พ่อปู่แม่ย่าช่วยให้พวก