ได้โอกาสปัดฝุ่นบล็อกกับเขาสักที

วันนี้คือวันที่ 17 เมษา เวลา ตี 2 กับอีก สี่สิบนาที สาเหตุที่ตอนนี้ยังตาใสเป็นนกฮูกนกเค้าแมวเพราะ เมื่อตอนหัวค่ำเผลองีบหลับไประหว่างนั่งดูการ์ตูนทางช่องโรสการ์ตูน มีการ์ตูนเรื่อง เลออน อัศวินสีเลือดมาลงใหม่ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าอยากได้แผ่นมาเก็บไว้จริงๆ หากพูดถึงการ์ตูนเรื่องนี้แล้ว ได้ดูไปแค่ 3 ตอนเท่านั้นเอง แถมยังไม่ประติดประต่อด้วย เรื่องคร่าวๆ ของการ์ตูนคือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศษๆ (เขาว่าเรื่องนี้มีเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องจริง) สองศรีพี่น้อง เลียร์ เดอ มอง กับเลออน ซึ่งเป็นอัศวินของฝรั่งเศส หลังจากพี่ที่สาวของเลออนเสียชีวิตลงอย่างปริศนา บราๆๆๆ (จำได้แค่นี้แหละ)

 

อะไรทำให้ชอบการ์ตูนเรื่องนี้

1. ภาพ เป็นการ์ตูนที่ไม่ค่อยเอาฉากซ้ำมาต่อกัน สังเกตไหมว่าการ์ตูนหลายเรื่องเราจะเห็นตัวละครเคลื่อนไหวในกิริยาเดิมซ้ำๆ (ตัวอย่างเวลาแปลงร่าง ร่ายเวทย์ อะไรเทือกนี้ แต่อันนี้ช่างมันเถอะเราเข้าใจ แต่บางกิริยาในฉากปกติ พอเห็นบ่อยๆ มันรู้สึกแปลกๆ) แต่เรื่องนี้ทำภาพการ์ตูนออกมาได้ดีทีเดียว ตัวละครไม่ห่วงหล่อห่วงสวยกัน มีฉากหลายฉากที่ดูแล้วรู้สึกว่า อื่มมม นึกถึงคนจริงๆ ขึ้นมา ถ้าให้คะแนนก็ได้ 9 ละ

2. เนื้อหา อันนี้กล่าวถึงได้ไม่เต็มที่นัก เนื่องจากว่าดูไม่ปะติดปะต่อกันเท่าไหร่ แต่ถ้าให้สรุปจากตอนที่ดูๆ ผ่านๆ มารู้สึกว่าการ์ตูนเรื่องนี้ดูเป็นตอนย่อยไม่ค่อยสนุก ต้องดูรวดเดียวต่อยาวๆ เลย เพราะบางตอนแทบไม่มีอะไรให้รู้สึกว่าตื่นเต้น (อาจจะรู้สึกเพียงคนเดียว) แต่โดยรวมแล้วคิดว่าเนื้อหาที่มีเรื่องราวของลัทธิเวทมนต์ ภูติผี และเรื่องเหนือธรรมชาติสอดแทรกเข้ามา ทำให้เรื่องนี้ไม่น่าเบื่อ หรือเคลียดเพราะมัวแต่วนอยู่ในเรื่องการเมือง และการแย่งชิงอำนาจจนเกินไป

3. ตัวละคร พระเอกเรื่องนี้มีรังสี Y (เฮ้ย!!!) เลออนพระเอกของเรื่องกับพี่สาว ไม่รู้ว่าเป็นฝาแฝดกันหรือเปล่าแต่ทั้งสองคนหน้าตาเหมือนกันมากกกกก และเลออนก็รักพี่สาวของเขามาก เรียกว่ามีความผูกพันธ์กันลึกซึ้งทีเดียว หลังจากที่พี่สาวเสียชีวิต (น่าจะเพราะลัทธิมืดอะไรสักอย่างเป็นคนฆ่า) เลออนก็มักจะถูกพี่สาวเข้าสิงร่าง และบ่อยครั้งที่เขาต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิง (ซึ่งสวยเช้งทีเดียวเชียวพ่อเอ๊ย) ตัวละครพี่น้องคู่นี้เลยเป็นอะไรที่ทำให้อยากติดตามไปด้วย 

 

 จากนั้นก็นั่งดูเคโรโระต่อ ถือเป็นการ์ตูนที่ยกให้เป็นความประทับใจแห่งปีทีเดียว เพราะไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องไหนแล้วหัวเราะขนาดนี้มาก่อน นี่แหละการ์ตูนที่ดูแล้วมีความสุข ดูแล้วผ่อนคลายขนาดแท้ ใครจะคิดว่าไอ้ความบ๊องๆ บวมๆ ของเจ้าพวกกบต่างดาวจะทำให้ข้อยมีกำลังใจต่อสู้กับชีวิตอยู่ได้เท่าทุกวันนี้!!

 

มัวแต่นั่งดูการ์ตูน สุดท้ายนิยายเลยไม่ได้up เรื่องไหนเป็นตัวเป็นตอนสักเรื่อง

อีกสาเหตุคงเพราะว่า 'ไม่มีอารมณ์' นั่นแหละ ดูจะเป็นคำตอบที่ฟังเห็นแก่ตัวดีจริงๆ เลยเนอะ แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรมาอ้าง และไม่รู้จะอ้างอะไร (ต่างกันตรงไหน)

วันนี้ไปเจอกระทู้หนึ่งในเว็บนิยายออนไลน์อันดับหนึ่งแห่งประเทศไทย มีคนตั้งกระทู้ประมาณว่า รู้สึกยังไงกับการที่นักเขียนออนไลน์ดองนิยาย ลงช้า หรือมีข้อแก้ตัวด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ ซึ่งทำให้กลายเป็นข้อเสียของผู้เขียน ท่านยังอยากจะอ่านนิยายของนักเขียนคนนั้นต่อไปหรือไม่ (เทือกๆ นี้)

หลายความคิดเห็นก็ถือว่าอ่านแล้วรู้สึกตื้นตันใจจริงๆ เพราะนักอ่านเข้าใจว่าการเขียนนิยายออนไลน์น่าจะเป็นไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย

แม้ว่าตัวเองจะมีนิยายดองไว้หลายเรื่อง ไม่สิจะเรียกว่าดองก็ไม่ถูก ดองคืออาการที่ลงไว้แล้วไม่up สักที แต่นิยายที่เขียนส่วนใหญ่จะเป็นประมาณว่าเขียนไปแบบเรื่อยๆ อาทิตย์หนึ่งมาลง สองวันลง หรือวันต่อวันลง อาจไม่up ครบตอนแต่ก็จะลงไปที่ละนิดละหน่อย แก้ไปบ้าง เขียนไปบ้างจนเต็ม 1 ตอนสมบูรณ์ เท่าที่ผ่านมาคนอ่านก็ไม่เลยมาตำหนิupช้า ลงไม่ครบตอน (ก้มกราบขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านจริงๆ)

เมื่อเดือนที่แล้วเนื่องจากมีต้นฉบับเรื่องหนึ่งต้องเขียนส่งให้สนพ.แทนเรื่องเก่าที่ขอถอนออกไปกะทันหันเนื่องจากรู้สึกว่าเนื้อหาช่างอ่อนด้อยเป็นที่ยิ่ง จากนั้นก็ใช้เวลาราวๆ สองอาทิตย์เขียนนิยายเรื่องใหม่มาแทน เบ็ดเสร็จก็ได้มา 117 หน้า สิ่งหนึ่งที่ได้มาพร้อมกับนิยายเรื่องนี้คือ ข้าพเจ้าบอกตัวเองว่า 'จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว' เมื่อก่อนเขียนนิยายสักเรื่องเราก็อยากให้ได้ตีพิมพ์เป็นธรรมดา แต่เพราะยังไม่ได้ตีพิมพ์ความกดดันเลยมีไม่มาก สามารถเขียนนิยายได้ด้วยความรู้สึกที่ว่าไม่กดดันอะไร มีอารมณ์เมื่อไหร่ก็เขียน ค่อยๆ ทอให้มันเป็นเรื่อง บางทีเขียนไปหลายตอนแล้วกลับมาแก้ไขใหม่ก็ได้สบายแฮ

แต่ตอนนี้นิยายที่เขียนต้องพิมพ์เป็นรูปเล่ม มีการลงทุนของสนพ และผู้อ่านเสียเงินซื้อหนังสือเราไปอ่าน แต่เรากลับรู้สึกว่าคุณภาพงานของเขาไม่คู่ควรกับเงินที่เขาต้องเสียไป... บางทีเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องรองลงมาอีกเมื่อถามตัวเองว่าเราพอใจกับผลงานเรื่องนี้มากแค่ไหน คำตอบคือไม่เลย เราอยากมีเวลาเขียนและแก้ไขตรวจทานให้ดีกว่านี้ พอขนาดที่ว่าเมื่อถูกปล่อยออกไปสู่สารธารณะชนแล้ว เราไม่เสียใจ หรือพูดกับตัวเองว่า อยากแก้ตรงนี้อีกจัง  

เรื่องล่าสุดที่ใช้เวลาเพียงน้อยนิดในการเขียนจึงทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยดีเอาเสียเลย เหมือนเขียนส่งๆ ไปเท่านั้น นิยายสักเรื่องเราว่าแค่ภาษาดียังไม่พอหรอก เนื้อหาต้องมีความีรัดกุม และมีการตรวจทานแก้ไขที่ดีด้วยซึ่งเราบกพร่องแทบจะทั้งหมด จึงบอกตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว

เมื่อก่อนเขียนนิยายสักเรื่อง คิดว่านักเขียนร้อยละ99.99% เขียนเพราะอยากเขียน สนองความต้องการแห่งความอยากของตัวเองเป็นหลักจึงทำให้เกิดนิยายหรือบทความสักเรื่องขึ้นมา ตอนนี้ตัวเราเองแม้จะมีโอกาสได้ทำหนังสือแล้ว แต่อารมณ์ความอยากที่ 'อยากจะเขียนจึงเขียน' ก็ยังมีเหมือนเดิม นั่นคือถ้าจู่ๆ เกิดไม่มีอารมณ์อยากเขียนขึ้นมา จะให้จับมัดกับโต๊ะยังไงก็เขียนไม่ได้ เพราะจิตใจมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่อยากเขียนขึ้นมาละก็ จงอย่าห้ามฉันเสียให้ยากเลย เวลาเท่าไหร่ก็หาพอไม่ และด้วยเหตุนี้

'อยากเขียนจึงเขียน' จึงทำให้เรารู้สึกว่ามันออกมาดีกว่า 'จงเขียนเพราะจำเป็นต้องเขียน' นัก

เคยถูกกระทบพอเจ็บๆ คันๆ มาว่า ตอนนี้มีโอกาสดีแล้วแท้ๆ ทำไมไม่รีบเขียนๆ ออกมาโกยเงินเข้ากระเป๋าก่อน พอตอบไปว่า เขียนนิยายมันไม่ได้สักแต่เขียนๆ เท่านั้น ถ้าเขียนไม่ดีคนอ่านเขาก็ไม่อ่านหรอก ต่อให้เขียนสิบยี่สิบเรื่อง แต่สักแค่ 'เขียนๆ' เท่านั้น ไม่มีความใส่ใจ ไม่มีความรักให้มัน ก็สู้อย่าเขียนเลยดีกว่า ก็จะมีคำถามว่า งั้นกลับไปกัดเกลือกินแบบเดิมดีไหม? รวยแล้วนี่

ฉึก!!

พูดไปแล้วก็ใช่ว่าตัวเองจะเป็นคนมีคุณธรรมอะไรหรอก เงินนะอยากได้ อย๊าก อยาก แต่เหนือจากเงินแล้วก็อยากเขียนนิยายที่มันดีๆ ไปด้วย อยากให้มันพิมพ์แล้วขายได้เรื่อยๆ นานๆ สมกับความตั้งใจที่สร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่อยากเขียนเพราะฉันอยากได้เงิน คนอ่านจะคิดเป็นอะฮันไม่สน อะโฮ๊ะๆๆๆ

ตัวเราก็ยังเป็นนักเพ้อฝันอยู่แบบนี้ อยู่ก่ำๆ กึ่งๆ ระหว่างความจริงกับความฝัน เรารู้ว่าทางใดคือทางที่ถูกต้อง (เขียนนิยายอย่างรับผิดชอบสังคมและคนอ่านเมื่อคิดว่าหนังสือจะต้องไปวางบนชั้นหนึ่งสือของใครสักคน เคารพในหนังสือ และเคารพในตัวเอง แต่... ขั้นตอนการผลิตจะยาวนานมาก ยิ่งเป็นหน้าใหม่บางครั้งการติดต่อสอบถามบก.จะได้คำตอบมากว่า ยุ่งมาก, ยังไม่มีเวลา, ยังไม่ได้อ่าน, ยังไม่ถึงคิว, ยังไม่รู้ และกว่าจะได้เงินมาต้องกินแกรบรอไปอีกสี่ห้าเดือน ในกรณีที่ไม่มีงานประจำ แต่ถ้าทำใจได้ เข้าใจ มันก็ไม่อยากหรอก...ยกเว้นตัวเราเข้าใจแต่คนรอบตัวเราไม่เข้าใจตัวอย่างเช่น... จะเขียนไปทำไมกว่าจะได้เงินช้า ไปทำอย่างอื่นป่านนี้รวยแล้ว... ไร้สาระเพ้อเจ้อ, จะทำได้นานสักแค่ไหนกันเชียว.... แต่พอเงินออก..... ขอยืมเงินหน่อยสิ (ฮ้วย!!) )

แต่ถ้าไม่สนใจประเทศชาติอะไรก็เขียนมันไปเถอะ มีโอกาสแล้วก็โกยๆ มันเข้า ดีบ้างไม่ดีบ้างก็ช่างมันคนอื่นยังทำได้ เราทำหน่อยคงไม่เสียหรอกอะไรหรอก 

อื่มมม... แต่จะว่าไปความภาคภูมิใจของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกันนะ อย่างตัวเราเองที่มาบ่นงึมงำๆ อยู่นี้ก็ใช่ว่าตัวเราจะถูก เราเองก็แค่ทำในสิ่งที่เชื่อและสิ่งที่ทำไปแล้วมันยังเหลือความภาคภูมิใจในตัวเอง จะไปว่าคนอื่นเขาก็กระไรอยู่เพราะถ้าเราได้เชื่อแล้ว สิ่งนั้นสำหรับเราก็คือความเชื่อที่ถูกต้อง 100%

 

edit @ 17 Apr 2009 13:15:25 by จิ้ง

Comment

Comment:

Tweet